แนวคิดสำหรับการเริ่มต้นทำ project ในชั้นเรียน

วันนี้ผมขอฝากแนวคิดไว้ให้กับทุกๆคนที่กำลังจะเริ่มทำโปรเจค หรือ คิดหัวข้อโปรเจคกันอยู่นะครับเพราะเชื่อว่าทุกคนที่กำลังเรียนอยู่ในช่วงสุดท้ายของชั้นเรียนคงได้ทำโปรเจคกัน ลองอ่านกันดูครับ..

สำหรับโปรเจคเองถามว่ามันยากไหม หรือมีเคล็ดลับยังไง อันนี้ผมไม่อยากให้มองตรงจุดนี้เป็นหลักครับ เพราะโปรเจคในมุมมองของผมเองกับประสบการณ์ที่เพื่อนๆเราให้ฟังในการทำโปรเจค มันเหมือนกับตัวพิสูจน์ความตั้งใจ ความมานะของเรา จากที่เรานั่งเรียนเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 5-6คน พอชั้นปีสูงขึ้น ก็เหลือกลุ่ม 2-3 คน จนสุดท้าย ทำโปรเจค เราเหลือตัวเราเองครับที่ต้องทำทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเพิ่งใครไม่ได้นะครับ แต่อยากให้มองว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันกลับมาถามตัวเองว่า “พร้อมแล้วหรือยัง”

ก้าวไปข้างหน้า

เกรดที่ได้จากโปรเจคไม่ได้วัดว่าใครเก่ง หรือว่าชำนาญหรอกครับ แต่ความสำเร็จในการเสร็จสิ้นการทำโปรเจคต่างหากที่จะเป็นคำตอบให้เราได้ว่า “นี่แหละผลจากความตั้งใจของเรา ความอดทนของเรา เกรดเป็นเหมือนโบนัสครับ ”

ท้อแท้
บางคนระหว่างทำโปรเจคก็พบกับอุปสรรคมากมาย ตั้งใจว่าจะทำโปรเจคให้เสร็จภายในเวลาที่ตั้งไว้แต่ก็เกิดสิ่งต่างๆเข้ามาทำให้ต้องพักเอาไว้ก่อน

บางคนประมาทและกลัวว่าตัวเราเองมีความรู้ในศาสตร์ที่จะเอามาใช้ทำโปรเจคไม่มากพอถึงจุดอิ่มตัวในการทำในช่วงหนึ่ง ก็เริ่มท้อและหมดความหวัง บางคนตั้งใจมากที่จะทำให้สำเร็จแม้ว่าตัวเราเองไม่ได้เก่งมากนัก อาจให้เพื่อนที่มีความเชี่ยวชาญกว่าช่วยๆกัน แต่ความหวังนั้นก็หายไปเพราะต่างคนต่างต้องไปทำโปรเจคของแต่ละคน

บางคนมีความหวังที่จะให้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้คอยช่วยเหลือในระหว่างการทำโปรเจค แต่ก็ยังไม่เข้าใจคำว่าที่ปรึกษาจริงๆ

ถึงตรงนี้แล้วในเมื่อทุกสิ่งมันได้เวลาที่เราต้องทำแล้วเพื่อตัวเราเอง อย่าท้อครับ ถามตัวเราเองก่อนว่าเราถนัดอะไร อยากทำแบบไหน ศึกษามันก่อนนิดนึงว่าต้องทำอะไรบ้าง และใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้างมีขั้นตอนอะไรบ้าง เพราะโปรเจคมันก็เหมือนชีวิตเราแหละครับ ถ้าเราวางแผนดีมันก็ไปได้สวยแม้ระหว่างทางจะเกิดอะไร หรือจะพลาดจะล้มก็ยังดีกว่าเราไม่ได้ตั้งต้นทำอะไรครับ ล้มแล้วก็ลุกใหม่ไม่เป็นไร ใครที่กำลังอยากจะก้าวเดินไป ก้าวเลยครับอย่ารอช้า

กลุ่มการศึกษา
ขอแบ่งเป็น 3 กลุ่มนะครับสำหรับคนทำโปรเจค
1.กลุ่มที่ไม่มีค้างวิชาเรียน
2.กลุ่มที่มีค้างวิชาเรียน 2-3ตัวและจะลงโปรเจคด้วย
3.กลุ่มที่ทำงานด้วยและทำโปรเจคด้วย

กลุ่มที่ 1 (กลุ่มที่ไม่มีค้างวิชาเรียน)
กลุ่มนี้จะได้เปรียบกว่าคนอื่นนิดนึงครับตรงที่ให้เวลาเต็มที่กับการทำโปรเจคได้เลย เพียงแต่ต้องวางแผนตั้งแต่แรกจนจบให้ดีครับ และพยายามทำโปรเจคกันเป็นกลุ่มในช่วงที่มีโอกาสนัดรวมตัวกันทำโปรเจค เพราะจะได้แลกเปลี่ยนความเห้นและความถนัดกันครับ ถ้ามาเจอกันไม่ได้จริงๆ แนะนำใช้ช่องทางสังคมออนไลน์ หรือ VDO Conference เช่น Skype Google Hangout++ Facebook คุยกันครับ กลุ่มนี้จะเหมือนรถไฟต่อขบวนครับ ไปถึงที่หมายพร้อมๆกันด้วยแรงผลักดันและแรงจูงใจจากกลุ่ม แต่ต้องอดทนและคอยพูดคุยกันนะครับสำหรับกลุ่มนี้

กลุ่มที่ 2 (กลุ่มที่มีค้างวิชาเรียน 2-3ตัวและจะลงโปรเจคด้วย)
กลุ่มนี้จะต้องอดทนมากกว่าเพื่อนพอสมควรครับ เพราะระหว่างที่ทำโปรเจคไปนั้นอาจเกิดปัญหาในเรื่องเวลาไม่ตรงกันกับเพื่อน หากจะใช้วิธีแบบกลุ่มแรกต้องนัดเรื่องเวลากันให้ดี และพยายามเคลียร์เรื่องเรียนให้เสร็จสิ้นภายในคาบเรียนครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจเกิดความเครียดทั้งวิชาเรียนและโปรเจค ทำให้ท้อได้เหมือนกันสำหรับกลุ่มนี้

กลุ่มที่ 3 (กลุ่มที่ทำงานด้วยและทำโปรเจคด้วย)
กลุ่มนี้จะ Hard Core กว่าเพื่อนทั้งสองกลุ่มหน่อยครับ แต่จะมีข้อดีในอุปสรรคคือ ถ้าเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ความตั้งใจและความเห็นใจทั้งสองฝ่ายจะเกิดมากขึ้นหน่อยครับเพราะถ้าเราสามารถรับผิดชอบได้ทั้งงานและโปรเจคไปพร้อมกันๆ ขั้นตอนต่างๆผมเชื่อว่าเจ้าของโปรเจคเองก็วางแผนมาดีเพราะทุกนาทีต้องแข่งกับเวลาจะรอให้ผลออกมาอย่างที่ตั้งใจเลยก็ไม่ได้ ถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดต้องรีบหาวิธีแก้ไขไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่เสียเวลาในการหาโอกาสมานัดพบอาจารย์หรือตรวจงานครับ แต่ต้องอดทนเป็นพิเศษนะครับ เพราะความเหนื่อยล้าจากการทำงานอาจทำให้เราหมดแรงที่จะทำโปรเจคก็เป็นได้ครับ

รวมกลุ่มสู้

ส่วนใครที่คิดว่านอกเหนือจากกลุ่มนี้ก็อย่าเพิง่ท้อนะครับ ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก็ลอง มานั่งคุยกับเพื่อนๆ ทั้ง 3 กลุ่ม ที่ว่ามาข้างต้นนี้ดูก่อนก็ได้ครับเพื่อจะคิดไอเดีย อะไรออก

สุดท้ายอยากฝากแนวคิดไว้นิดนึงครับสำหรับโปรเจค พยายามเพิ่งตัวเองให้มากที่สุดครับ เพราะถือว่าการทำโปรเจคครั้งเป็นการวัดความตั้งใจของเรา จะเจออะไรถ้าเราคิดว่าจะฝ่าไปให้ได้ มันก็ต้องได้เองในสักวันครับ ทุกคนรอบตัวเราเขาก็เหมือนเราไม่ว่าจะเพื่อนหรืออาจารย์ เขาก็มีหน้าที่ๆต้องทำเช่นเดียวกับเราครับอย่าน้อยใจหรือคาดหวังในตัวเขามากเพราะเวลาที่เราผิดหวังเราจะมานั่งเสียใจมันยิ่งทำให้หมดกำลังใจครับ “ใจเขาใจเรา” สู้ๆครับทุกคน คราวหน้าจะมาต่อที่เหลือในเรื่องของสิ่งที่ควรเตรียมในการทำโปรเจคครับ

congratulation

ปล.บทความนี้ผมเขียนขึ้นมาด้วยมุมมองในตัวผมเองไม่ได้ตั้งใจที่จะพาดพิงถึงใครหรือสร้างความเปรียบเทียบในด้านใด ถ้าหากเกิดความผิดพลาด ณ ที่ใดก็ขออภัยด้วยนะครับ ^^

ถ้าคิดว่าดี แชร์ให้เพื่อนๆเลย :

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*