brown field and blue sky

EP.1 ไอทีบันดาลใจ-หยุดพักแบบมีความหมาย

ถ้าให้เอกพูดถึงการหยุดพัก หลายคนคงนึกถึงวันหยุด สถานที่ท่องเที่ยว เมนูฟินๆ หรือ การดูหนัง ซีรีส์ซักเรื่อง แต่วันนี้จะมาเล่าให้ฟังอีกมุมมองของการหยุดพักแต่ก็ยังมีเรื่องราวไอทีอยู่ในชีวิตประจำวัน จะเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ..

ประเด็นหลักๆของ EP.1

  • หยุดพักที่ไม่เคยได้พักคืออะไร?
  • จะเริ่มต้นหยุดพักได้อย่างไร?
  • สิ่งที่จะได้จากการหยุดพักแบบมีความหมาย..
  • เทคนิคเล็กๆน้อยๆ

หยุดพักที่ไม่เคยได้พักคืออะไร?

อย่างที่เกริ่นไปว่าถ้าถามว่า ได้หยุดพักบ้างไหมช่วงนี้? ทุกคนคงมีคำตอบที่หลากหลายกันไป เพราะคำว่าหยุดพักของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดานะ แต่การได้หยุดพักจริงๆมันไม่ธรรมดา โดยเฉพาะในช่วงเวลา และสถานการณ์แบบนี้ ที่หลายคนอาจพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “จะหยุดพักได้อย่างไร ตอนนี้ลำบากกว่าเมื่อก่อนอีก…”

เอกเห็นด้วยมากๆว่าปัจจุบันเรามีเรื่องท้าทายและ ความเหน็ดเหนื่อยกับอะไรหลายๆอย่างมากกว่าเมื่อก่อนที่เราจำความกันได้มากๆ ทีนี้ สิ่งที่จะมาชวนคิดคือ แล้วถ้าสถานการณ์มันไม่ได้เป็นแบบนี้ ปกติแล้ว การหยุดพักของเราคืออะไร? ใช่สิ่งเหล่านี้ไหม

  • กินอาหารอร่อย
  • ไปดูหนังให้สนุกซักเรื่องนึง
  • การใช้เวลากับครอบครัว พูดคุย หัวเราะไปด้วยกัน
  • ออกไปเที่ยว
  • จัดบ้านให้เป็นระเบียบ

นี่เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่ง ที่เอกถามหลายๆคนมา แต่สิ่งที่เอกอยากชวนคิดคือ เราอยากพักจากสิ่งที่มันคิดและวนเวียนอยู่ข้างในหัวหรือเปล่า เราจึงหาสิ่งที่มองเห็นจากภายนอกมาทำให้มันหยุดคิด ถ้าใช่ เราจะไปต่อกันในหัวข้อต่อไป แต่ถ้าไม่..ยินดีด้วย ที่เพื่อนๆจัดการสิ่งเหล่านั้นได้

จะเริ่มต้นหยุดพักได้อย่างไร?

white ceramic teacup with saucer near two books above gray floral textile
Photo by Thought Catalog on Pexels.com

เย้..เพื่อนๆยังไปต่อกับเอกอยู่กับคำถามนี้ เราจะเริ่มต้นหยุดพักได้อย่างไร? เรื่องนี้เอกไม่มีวิธีที่ตายตัวให้นะครับ เพราะมันเป็นเรื่องที่ง่าย..แต่ทำไม่ง่ายเลย คือการตัดสินใจ ที่จะยอมรับว่าเรากำลังอยากหยุดพัก

ถ้าตอนนี้เราอยากรู้แล้วว่าเราจะหยุดพักได้อย่างไร ให้เราลองยอมรับไปด้วยกันก่อนว่า เรากำลังครุ่นคิดกับหลายๆอย่างที่เรากังวล อยู่ในความคิด ความรู้สึกในใจ

ชีวิตเราหลายๆครั้ง มันก็เหมือนน้ำอัดลมในกระป๋องที่ไม่ได้ถูกเปิดออก

เมื่อเจอแรงกดดัน ปัญหาต่างๆเข้ามาเขย่าชีวิตเราในทุกวันและทุกด้าน

ถ้าจะให้เราตัดสินใจที่จะเปิดฝานั้น สิ่งที่กังวลและความกลัวที่จะระเบิด มันมีตลอดเวลา

แต่พอเราปล่อยทิ้งไว้ ให้มันหายกดดันแล้วค่อยเปิดออก เรากลับเลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น เพราะความกลัว

Ake Tososay

สิ่งที่เอกเลือกที่จะทำ คือการที่เรายอมให้มันออกมาอยู่ข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ที่ไม่สบายใจ

ด้วยการที่เลือกที่จะหยิบปากกา และสมุดหรือกระดาษโน้ตเล็กๆ ออกมาเขียนว่า เรากำลังคิด หรือเรากำลังรู้สึกอะไร?

จำได้ไหม ทุกครั้งที่เปิด Facebook ขึ้นมา ประโยคตรงพื้นที่ว่างๆก่อนโพสต์ เขาเขียนว่า “คุณกำลังรู้สึกอะไร?” เป็นไปได้ไหมว่า ความรู้สึก คือสิ่งสำคัญที่เราทุกคนล้วนอยากที่จะระบายมันออกมา แต่เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งโพสต์อะไรนะครับ ขอให้ได้อ่านหัวข้อต่อไปกันก่อน แล้วจะรู้เลยว่า การระบายมันไม่ใช่เรื่องที่ผิด!

สิ่งที่จะได้จากการหยุดพักแบบมีความหมาย..

ขอย้อนไปอีกนิดนึงก่อนจะเล่าให้ฟังถึงการระบายมันไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะว่า จริงๆแล้วคนเราทุกคนไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไร 24 ชั่วโมง หรือการมีเวลามากกว่าเดิม ก็ไม่ได้ทำให้เราหายเหนื่อย และมีเวลาที่จะหยุดพัก จากงานวิจัยมากมาย ที่เราทุกคนก็เคยเห็นคนอดหลับ อดนอน อย่างมากก็ได้ 3-5 วัน ก็ยอมแพ้แล้ว นั่นก็พอจะเป็นคำตอบได้ว่า ทำไมการมีเวลาเพิ่ม ไม่ได้เป็นคำตอบให้กับเราหรือเปล่า? แล้วหยุดพักแบบมีความหมายคืออะไรละ?

ถ้าการระบายคือความน่ากลัวเปรียบเสมือนน้ำอัดลมในกระป๋อง ที่เขย่ามาเต็มที่ แล้วต้องเปิดออก ผลลัพธ์เราคงรู้กันดีว่ามันจะระเบิดหรือ พุ่งออกมา สร้างความเสียหายมากมาย

แต่ถ้าเราเลือกที่จะให้ปัญหาที่เรารับ มันเหมือนกับการเขย่ากระป๋องแค่ครั้งเดียว แล้วเลือกที่จะเปิดและเทมันออกมา

น้ำอัดลมที่ต้องรอเวลาให้มันหายกดดัน มันก็จะสร้างความเสียหายที่น้อยลง จนแทบไม่มีความเสียหาย

ถ้าวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น เราเลือกที่จะระบายมันออกมาอย่างสร้างสรรค์ ไม่ต้องรอให้ได้หยุดพักเต็มที่ เราเองก็สามารถสร้างสรรค์การหยุดพักในแบบที่มีความหมาย ให้กับทุกปัญหาที่เข้ามาได้

เราเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมไม่ให้ปัญหาเข้ามาไม่ได้ แต่เมื่อมันเข้ามาแล้ว เราเลือกที่จะตัดสินใจได้ว่า เราจะเทมันลงไปในน้ำแก้วที่มีน้ำแข็งเย็นๆแล้วดื่มมันซะ!

ลองเปลี่ยนจากความกดดันที่เรามี ผสมกับบทเพลงสบายๆ ก่อนที่จะตัดสินใจ โพสต์สิ่งใด

ลองเปลี่ยนจากการหาความเข้าใจจากคนอื่น ที่เขารู้เรื่องราวชีวิตของเรา จากการเล่าออกไปได้เพียง 3-5% มาสู่การเขียนมันลงไปในกระดาษให้ตัวเราเองได้ยอมรับว่า 100% ที่เกิดขึ้น เรารับรู้

ลองมองไปบนฟ้าที่บางวันมันดูว่างเปล่า มืดมน แต่กลับมีเมฆและแสงแดดที่ส่องมา ในวันถัดไป..

ลองหยิบมือถือมาเซลฟี่และพิมพ์ข้อความให้กำลังใจตัวเองดูบ้าง

ชีวิตคือการเล่าสู่กันฟัง วันนี้แม้ไม่มีใครรับฟังทันที่ มันก็เหมือนภาพที่เพื่อนเดินเขย่ากระป๋องน้ำอัดลมแล้ววิ่งมาหาเรา จะมีซักกี่คนที่กล้าพูดว่า เปิดกระป๋องเลยเพื่อน กลับกัน ถ้าเป็นภาพของการเขย่าขวดแชมเปญ ใส่ชุดนักแข่ง เรากลับไม่กลัวเพราะรู้ว่ามันคือการฉลอง

ไม่สำคัญว่ามันคือน้ำอัดลมกระป๋องที่ถูกเขย่า หรือแชมเปญขวดหรูที่อยู่ตรงเส้นชัย

เพราะว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือหัวใจของคุณที่เลือกจะหยุดพักด้วยการระบายมันออกมาในพื้นที่ใหม่ วันละนิด โดยไม่รอให้พร้อมที่จะพัก เพราะเราทุกคนสามารถเลือกตัดสินใจให้มันมีความหมายแม้จะแตกต่างกันในแต่ละเรื่องราว…

เทคนิคเล็กๆน้อยๆ

  • พกปากกาและกระดาษไว้ใกล้ตัว เมื่อคุณมีความคิดแว็บเข้ามา ลองจดมันทันที ไม่ว่าเรื่องร้ายหรือดี
  • เลือกเพลงที่จะช่วยให้คุณได้รู้ว่า ในแต่ละวันไม่ได้มีแค่เพลงเศร้า หรือซึ้งกินใจ แต่ให้มันมันหลายๆแนวในแต่ละวัน
  • ให้เวลาได้หลับตาลงซัก 1 นาที ดื่มน้ำเย็นๆบ้าง (จับเวลาดูแล้วจะรู้ว่า 1 นาที มีความหมายกว่าที่คิด)
  • มองข้างทางบ้าง แม้เรารู้ว่าเราจะไปที่ไหน แต่ระหว่างทางนี่แหละคือความสวยงามของชีวิต
  • ยิ้มให้กับใครซักคนที่คุณไม่รู้จัก หรือเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่คุณเพิ่งซื้อของ และรับเงินทอน
  • เขียนข้อความให้กำลังใจตัวเอง ซัก 1 ประโยค เช่น อย่างน้อยเราก็ยังหายใจอยู่ เราจะผ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน! หรือ มันยากเรารู้ แต่เราจะหยุดพักและเลือกจะก้าวต่อไป

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ เอกรู้ว่า มันอาจจะยาวกว่าที่ทุกคนคิดนะ แต่อยากบอกทุกคนว่า ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่าน ถ้ามีเรื่องราวหรือวิธีหยุดพักกันแบบไหนบ้าง ก็มาแบ่งปัน หรือเล่าให้ฟังได้นะ

แล้วพบกันแรงบันดาลใจดีๆ ในตอนหน้าสำหรับวันนี้ ขอบคุณครับ


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *